JOIZE's profileo~ *๑' '๑ ShadOw Of aLOn...PhotosBlogLists Tools Help

JOIZE KT.Thapphajorn

Occupation
Location
ฉันเชื่อว่า "ความรัก" มีตัวตน"
ฉันเชื่อว่า "กว่าความรักจะก่อเป็นตัวตนได้..ต้องอาศัยเวลา"
ฉันเชื่อว่า "กว่าเวลาท่เหมาะสมจะเกิดก็ต้องรอคอย"
ฉันเชื่อว่า "การรอคอยย่อมมีวันสิ้นสุด เมื่อเราสมหวัง"

แต่สิ่งที่ฉันเชื่อ... ทั้งหมด
มันไม่เคยเป็นอย่างที่ฉันเชื่อเลย

๐(~' '~)๐

Windows Media Player

o~ *๑' '๑ ShadOw Of aLOne [Girl] ๑' '๑ * ~o's space

๐ when 'lOve' wAlk ouT ๐
December 06

lOvE

 

`test

 
November 10

ความรักของเราจะเป็นอย่างไรต่อไป??

 
ความรักของเราทั้งคู่ จะเป็นอย่างไรต่อไปกันนะ
เมื่อคืน (10 พ.ย. 2550) ที่ผ่านมา
รู้สึกว่าจะเป็นครั้งแรกที่เราทะเลาะกันแรงมาก
ใช้คำพูดแรงๆ
ใช้การกระทำที่เหมือนไม่แคร์ ความรู้สึกของอีกฝ่าย
จำได้ว่า .. เราไม่สามารถควบคุมความรู้สึกนั้นได้
เป็นเพราะอะไร เราไม่รู้
.... แต่ทีรู้แน่ๆ คือ ความเหงา และ ความว้าเหว่ ในเวลาที่ไม่มีคุณอยู่ข้างๆ มันทำให้ฉันต้องเสียน้ำตาซะมากมาย
 
ไม่เคยรุ้มาก่อนเลย ว่า การที่เรารักใครไปสักคน
ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้ไป
แต่ผลสะท้อนกลับมายังเรา มันจะเจ็บปวดและทรมาณมากมายถึงเพียงนี้
 
เมื่อคืน นอนร้องไห้ นานหลายชั่วโมง
 
เริ่มต้น...
คุณ ชวนฉันไปงานเลี้ยงวันเกิดของน้องที่ออฟฟิสคุณ
แต่ฉันปฏิเสธไป เพียงเพราะเหตุผล "โง่ๆ" ...ไม่อยากไป
อาจจะเป็นเพราะ ฉันอยากให้คุณดูแลฉันมากกว่าที่จะไปเคียงข้างในวงปาร์ตี้
ที่ฉันไม่ชอบบรรยากาศ....
แต่ก็บ่ายเบี่ยง.. ขอให้เขามารับฉันที่บ้าน
ซึ่งด้วยเพราะงานที่มากจนล้นมือ คุณก็ตอบฉันว่า มาเจอกันที่ออฟฟิสแล้วกัน..
ฉันโมโห.. จึงวางสายไป ไม่บอกอะไรด้วย
ทีแรก ฉันก็นึกว่าคุณจะต้องโทรกลับมาง้อ..
แต่สุดท้ายมันไม่ใช่อย่างที่ฉันนึก
 
จนเวลาล่วงเลยไปนานหลายชั่วโมง
ฉันโทรกลับไปหาคุณอีกครั้ง
แต่ไม่นึกว่าคุณจะโมโห และโกรธ ที่ฉันวางสายใส่
ทำให้เป็นว่า ฉันเป็นคนผิด ที่คุณสมควรโกรธ และ ต้องง้อคุณ
 
จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก
ฉันเอาแต่ร้องไห้ และกรีดร้อง ถึงความไม่ยุติธรรม และ เสมอภาค
ฉัน เจ็บ ปวด และทรมาณกับสิ่งที่เป็นอยุ่
แต่อย่างไร .. ก็ต้องอดทน เพราะ "รัก" คำเดียวที่ฉันมีต่อคุณ
 
คุณขอให้ฉันเข้าใจคุณ เข้าใจกับการทำงานในหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ
ฉันเข้าใจ เข้าใจตามคำขอ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่คุณไม่เคยเข้าใจฉัน
คือ คุณ.. วางฉันไว้ตรงไหน ในส่วนเสี้ยวของเวลา????
 
รู้ว่าไม่มีเวลาให้กัน
รู้ว่างานยุ่ง
รู้ว่าต้องใช้ความคิด
แต่ เราทั้งสอง "รักกัน" ไม่ใช่เหรอ??
 
แล้วทำไม?
เวลาไปสังสรรค์กับเพื่อน ไปกินเหล้ากับใครต่อใครยังไปได้
แล้วฉันหละ วางฉันไว้ตรงไหนกันในชีวิตคุณ
 
สิ่งที่คุณพยายามคาดคั้นถึงเหตุผล ของฉันที่ฉันอ้างว่าต้องการให้คุณเข้าใจ
มันยากที่จะอธิบายได้ด้วยคำพูด สอง-สามประโยค
แต่ก็อยากบอกให้รู้ไว้ว่า
"การที่คนสองคนมีความรักให้แก่กันแล้ว... มันก็ควรที่จะจับมือเดินไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่ปล่อยให้อีกฝ่ายเฝ้ารอ อย่างไม่มีความหวัง ไว้ข้างหลัง โดยที่คุณไม่เคยใส่ใจ ใช่! คุณเคยบอกว่าคุณใส่ใจ เข้าใจ และรักฉัน แต่ว่าการกระทำ หรือ พฤติกรรม ที่แสดงออกมา มันใช่ หรือมันเหมาะสมกับคำที่คุณเอ่ยมาแล้วเหรอ???"
 
ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเรียกร้องอะไรจากคุณ
ฉันไม่มีสิทธิ์ที่จะให้คุณมาเข้าใจในสิ่งที่ฉันเป็น
 
อยากบอกว่า "ขอโทษ"
กับทุกๆ สิ่งที่ฉันทำลงไป
มันอาจจะงี่เง่า เห็นแก่ตัว ไร้ค่า..
แต่อยากให้การทะเลาะครั้งนี้ เปลี่ยนแปร เป็นความเข้าใจที่มาพบกันครึ่งทาง
เปลี่ยนแปร เป็นความรู้สึกที่เรียกว่า "รัก" กันมากกว่า เดิม
ไม่ใช่ตรงกันข้าม ไม่ใช่ทำให้กลายเป็นความรู้สึก ที่ต้องมาตามใจใครคนใดคนหนึ่ง
และ ไม่อยากให้การที่เราไม่เข้าใจกัน มาทำลายความรู้สึกดีๆ ที่เรามีให้แก่กัน
ไม่อยากเห็นความรักของเราเสื่อมถอยลงไปมากกว่านี้
 
ข อ โ ท ษ  . . . .. ..
 
 
 
October 03

ความรักที่เริ่มต้น

ฉันเชื่อว่า คนเรา เมื่อเกิดมามีอยู่  2 สิ่งที่ต้องรักษา

อย่างแรก คือ ความรัก

อย่างสอง คือ ความลับ

 

ซึ่งก็แล้วแต่ว่า คนๆ นั้นจะเก็บรักษาไว้ด้วยวิธีไหน

ให้ความรักหยุด และ อยู่กับเราไปเพียงคู่เดียว และ เนิ่นนาน

ให้ความลับหยุด และ อยู่กับเราไปเพียงคน-คน เดียว และเนิ่นนาน

 

กับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กับ "คน-คนนี้"

แม้ว่าจะเกิดขึ้นช่วงเวลาที่ไม่นานนัก แต่มันก็มากล้น เกินกว่าที่จะอธิบายให้เข้าใจได้

กับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กับ คน-คนหนึ่ง

แม้ว่าจะไม่อยากบอกกับใคร ของรักษาความรักให้เป็นความลับของ เราทั้งคู่

แต่เชื่อว่า สักวันหนึ่ง ยังไงความรักที่เป็นความลับ ก็ต้องไม่ลับ เพราะความลับไม่มีอยู่ในโลก

คนอื่นไม่รู้ แต่ก็ยังคงมี เรา ที่รู้ (อยู่แก่ใจ)

 

น่าแปลกใจว่า ความรัก ที่เราเหนื่อยล้า-ไม่อยากตามหา มันก็เข้ามาช่วงที่เรา ปลง

น่าแปลกใจว่า ความรัก ของเราทั้งคู่ มันมาได้อย่างไร

ในความคิด และ ความรู้สึกเรา

น่าแปลก ทำไมถึงมา "เจอะ"  กันได้

แปลกใจ ว่าทำไม??

 

            ช่วงเวลาการทำงานแต่ละวันที่ผ่านพ้นไป ไม่เคยเลยที่จะสนใจคนรอบข้าง

            ช่วงเวลาทำงานก็ทุ่มเทเวลาให้กับงาน สนใจมากที่สุด

            แต่มันเหมือนอะไรดลใจสักอย่าง ที่ทำให้เราต้อง "หันมาสบตากัน"

 

นานมากแล้ว จนแทบจำวัน และคืนไม่ได้

เป็นวันที่เราต้องทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์ ท่ามกลางเม็ดฝนที่ตกโปรยปราย  ที่ สนามหลวง : ม็อบพีทีวี (สถานีโทรทัศน์พจมาณเทเลวิชั่น ฮา..) เป็นวันแรกที่ได้รู้จัก

            จำได้ว่าวันแรกตอนที่เห็นหน้ากัน ก็พูดจา ทำท่าทางกวน teen “เค๊าซะแล้ว (แต่ปกติ เราก็กวนๆ กับทุกคนอยู่แล้วนะ แต่ทุกคนที่เรากวน ล้วนแต่เอ็นดู แกมมั่นไส้เราซะงั้นอ่ะ)

            บรรยากาศ ฝนที่เพิ่งหยุดตก พื้นหญ้าเต็มไปด้วยโคลน ทุกคนที่ไปหยิบเก้าอี้คนละตัว สองตัวนั่ง เพราะเมื่อย แต่เรายืน

            “เค๊า ก็เข้ามาบอก เก้าอี้นั่งได้นะ พร้อมยื่นเก้าอี้เลอะโคลนให้ ด้วยความปรารถนาดี

                ขอบคุณค่ะ แต่เคยนั่งแล้ว เราตอบกลับ จากนั้นเราก็เดินหาข่าวไปเรื่อยเปื่อย โดยที่ไม่ได้สนใจอะไรอีก

            พอทำงานเสร็จ เพิ่งรู้ว่า เค๊า รู้จักกับพี่ในทีมพีทีวี ที่เป็นอดีตพนักงานบ.เดียวกับเรามาก่อน เมื่อรู้ดังนั้น บวก กับทำงานเสร็จแล้ว ก็พูดคุยกัน 3 คน แต่เราเหลือบไปเห็นผ้าถักเป็นสร้อยข้อมือ เค๊า คิดในใจ สวยดีอ่ะ อยากได้ ก็เลยพูดไป ว่า สวยดีเนอะ ขอได้ป่ะ เฮอๆๆๆ ทีแรกเค๊าก็ลังเล ว่าจะให้ดีรึเปล่า นั่งนิ่ง แต่สุดท้ายก็ให้ (ตอนนี้ก็เก็บไว้นะ แต่ไม่ได้เอามาใส่ เพราะคนที่เคยเป็นเจ้าของการันตีมาว่า มันเหม็น)

            หลังจากวันนั้นอีกหลายอาทิตย์ต่อมา กิจกรรมของม็อบ เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง เดินขบวนครั้งใหญ่ จนถึงได้มีโอกาสเจออีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้คุยกัน เพราะว่าต่างคนก็ต่างทำหน้าที่

            จนกระทั้งกิจกรรมของม็อบ เริ่มเคลื่อนไหวบ่อยขึ้น ก็ได้เจอกัน คุยกันบ่อยขึ้น

            บรรยากาศการชุมนุมนั้นตึงเครียดมากขึ้น มีแนวโน้มที่ว่าจะทำให้ถึงขั้นแตกหักให้ได้

            กิจกรรมเคลื่อนไหวของม็อบก็มากขึ้น รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีองค์กรภาคประชาชนที่อ้างความเป็นประชาธิปไตยในประเทศชาติ ที่ถูกปฏิวัติจากคณะบุคคลเสื้อเขียวมาเป็นข้ออ้างในการหลอมหลวม

            จากม็อบพีทีวี ธรรมดา จึงกลายเป็นม็อบนปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) ต้นสาย และปลายเหตุ จึงเป็นฉนวนที่ทำให้ เรา ได้เจออีก

            เมื่อมาถึงปลายเหตุสุดท้ายของพลังประชาชนที่เหิมอยากต่อสู้กับระบอบที่เชื่อว่าเป็น เผด็จการ เหตุการณ์แตกหักก็ดำเนินมาถึง ม็อบ นปก. และเพื่อนพ้องจึงนัดเคลื่อนพลประท้วง โดยพุ่งเป้าไปที่ แกนนำหลักของการรัฐประหาร บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ (รอบแรก) มีเหตุที่ต้องทำให้แลกเบอร์ เพื่อขอข้อมูลมาประกอบเป็นข่าวรายงาน นับตั้งแต่วันนั้นก็ติดต่อเรื่องงาน ติดต่อเรื่องสัพเพเหระกันมาตลอด

            ซึ่งมันก็ทำให้เราได้รู้เรื่องราวของ เค๊า ว่านับแต่อดีต จนถึง วันนี้ คร่าวๆ เป็นเช่นไร

            เท่าที่จดจำได้ ก็อดที่จะชื่นชม ในความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญ ที่อยากทำอะไร ก็ทำได้โดยที่ไม่ต้องแคร์สังคมรอบข้าง ทำอย่างที่อยากจะทำ ทำอย่างที่ใจรัก ทำอย่างที่จะทำ ไม่ทำก็ได้ใครจะมาว่าอะไร!!

            ชื่นชม และ นับถือ

            นอกจากเหนือจากนั้นแล้วเขา ยังเป็นนักกีฬาบาสเกตบอล มันจึงกลายเป็นอีกเหตุที่ทำให้เราต้องพบ-เจอะกันบ่อยขึ้น โดยการนำข้ออ้าง เล่นบาสฯ กัน มาพูดอยู่ทุกที ทำให้สนิทกันมากขึ้น พูดคุยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น

            (** ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปจาก พี่ชาย หรือ เพื่อนร่วมงานกัน )

            กาลเวลาผ่านก็ไป ได้คุยกันทุกวัน ได้เจอหน้ากัน อาทิตย์ 2-3 ครั้ง ความรู้สึกดีๆ ก็ทวีความรู้สึกเพิ่มมากขึ้น          

            ช่วงเวลาหนึ่ง วันศุกร์ ที่ 13 เดือนกรกฎาคม 2550 เราต้องไปทำข่าว ที่ จ.พิษณุโลก (เมาไม่ได้สติ เหอๆๆ) เป็นวันที่ถูกบอก รัก ผ่านสายโทรศัพท์ จาก เค๊า คนนั้น เราไม่ได้ปฏิเสธความรู้สึกดีๆ ที่มีให้มา ก็รับไว้ แต่ไม่ได้ตอบรับอะไร (เพราะตอนนั้น เมา-เหล้าข้าวโพด)

            รุ่งสางอีกวันหนึ่ง เค๊า ก็โทสับมา แต่เราแกล้งอำเป็นว่า จำอะไรไม่ค่อยได้ แต่เราเป็นคนอำใครไม่เก่ง จึงเผลอหลุดปากไปว่า จำได้นะ นิดนึงแหล่ะ

            อีก 2-3 วันต่อมา ก็ได้เจอกันที่ ม็อบสนามหลวง อีก ก็พยายามทำตัวตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจอหน้าก็คุยกันปกติเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าความรู้สึกปกติที่มี มันหาได้ปกติอย่างนั้นไม่

            แต่ ความลับ มันไม่มีในโลก เราเชื่อ และเราได้เห็น เค๊าสารภาพว่า การบอกรักใครสักคน มันยากมาก และกลัวว่าหากบอกว่า รัก-ชอบ ออกไป กลัวว่าคนที่ได้ยินจะเปลี่ยนไป ไม่รัก ก็เกลียดกัน หรือ ว่าอาจจะถูกปฏิเสธ เพราะที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้ขอเบอร์ หรือ ทำความรู้จักกันมากกว่านั้น เพราะเรา เข้ากับใครได้ไปทั่ว เห็นเดินกับพี่นักข่าวคนนั้น คนนี้ ก็เข้าใจว่าเป็น แฟน เดินกับพี่ทีมพีทีวี ก็นึกว่า กิ๊ก กัน แต่ลองสืบไป สืบมา ก็ทำให้รู้แล้วว่า คงยังไม่มีใครเป็นแน่ จึงกล้าที่สานต่อความรู้สึกดีๆ ออกไป จนถึงวันนึง ที่ได้บอกมันออกไป และได้รับรู้ว่า เราไม่ได้รู้สึกดีเพียงฝ่ายเดียว มันเป็นความรู้สึกที่ดี ที่มีความสุข อย่างบอกไม่ถูก

            ส่วนความรู้สึกของเรานั้น ในตอนแรก ก็อยากจะลองคบดู เพราะว่า นานมากแล้วที่เราไม่เคยเป็นคนที่ถูกเลือก หรือ ถูกรัก

            วันเวลาผ่านไป ความที่เรายกย่อง นับถือ เค๊า มันจึงกลายเป็น ความรู้สึกดีๆ ที่เรียกว่า รัก วันเวลาที่เอื้ออำนวยให้ได้กินข้าวด้วยกัน เล่นบาสด้วยกัน ได้ดูหนังกัน ได้เดินจับมือกัน ช่างเป็นวันที่น่าประทับใจ....

            ความตั้งใจในความรู้สึกตอนนี้... จะดูแล คน-คน นี้ให้ดีที่สุด กว่าที่เคยเป็นมา

 

/////////////////////

 

June 28

= รอยยิ้มใต้ดิน=

 
 
เมื่อวันก่อนมีโอกาสอาศัยระบบขนส่งมวลชน "รถไฟฟ้าใต้ดิน"
ซึ่งก่อนไป... แอบนึกเสียดายตังค์ ที่ต้องจ่ายไป
แต่มาคิดดูแล้ว มันก็ไวดี...และแลกกับเวลาที่ต้องเสียไป
 
นั่งรถไฟฟ้าวันนี้ ต่างจากนั่งรถไฟรางกลับบ้านลิบลับ
 
มันมีอีกอิริยาบท มีอีกพฤติกรรมของ "คน" ที่เห็นแปลกตา
ที่เป็นภาพเคยเห็นจนเคยชิน ความแออัด เบียดเสียด คนหน้าบูดๆ
 
แต่การเดินทางเมื่อวันก่อน.... กลับทำให้เรามีรอยยิ้มได้
 
เด็กน้อยในชุดฟอร์มของโรงเรียนแห่งหนึ่ง
จูงมือ "ป๊ะป๊า" (เด็กน้อยเรียกอย่างงั้น) ขึ้นมาบนรถไฟฟ้า
ไปยืนอยุ่ในมุมมุมหนึ่งของรถไฟฟ้า
(ไม่มีใครลุกให้นั่ง..ทั้งๆที่คนไม่แน่น)
 
คุยกับป๊าอย่างน่ารัก น่าชัง
คุยกับป๊าถึงเรื่องที่คุณครูได้สอนไปในวันนี้
(ไม่ได้แอบฟังแต่ได้ยิน)
คุยกับป๊าถึงเรื่องเพื่อนๆ ในโรงเรียน
คุยกับป๊าถึงเรื่องานประดิษฐ์ที่ตัวเองได้ลงมือทำ
 
สักพัก... สองมือน้อยๆ กระตุกเสื้อป๊าให้ก้มหน้าลงมา
สองมือน้อยๆ หยิบเศษเส้นใย (อะไรสักอย่าง) ออกจากผมให้ป๊าอย่างละเมียดละไม
เศษเส้นใย ถูกสองมือน้อยๆ หยิบออกมาแล้ว
บนเส้นผมของป๊า ก็ไม่มีเศษใยติดอยู่แล้ว....
 
๑~๑~๑~๑~๑~๑
 
(เรายิ้ม....ช่างเป็นภาพที่น่ารักอะไรเช่นนี้...)
พลันนึกไป .... เรามีอะไรที่เป็นความทรงจำที่แสนหวานอย่างงี้บ้างไหมน๊า~