ฉันเชื่อว่า คนเรา เมื่อเกิดมามีอยู่ 2 สิ่งที่ต้องรักษา
อย่างแรก คือ ความรัก
อย่างสอง คือ ความลับ
ซึ่งก็แล้วแต่ว่า คนๆ นั้นจะเก็บรักษาไว้ด้วยวิธีไหน
ให้ความรักหยุด และ อยู่กับเราไปเพียงคู่เดียว และ เนิ่นนาน
ให้ความลับหยุด และ อยู่กับเราไปเพียงคน-คน เดียว และเนิ่นนาน
กับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กับ "คน-คนนี้"
แม้ว่าจะเกิดขึ้นช่วงเวลาที่ไม่นานนัก แต่มันก็มากล้น เกินกว่าที่จะอธิบายให้เข้าใจได้
กับความรู้สึกดีๆ ที่มีให้กับ “คน-คนหนึ่ง”
แม้ว่าจะไม่อยากบอกกับใคร ของรักษาความรักให้เป็นความลับของ “เราทั้งคู่”
แต่เชื่อว่า สักวันหนึ่ง ยังไงความรักที่เป็นความลับ ก็ต้องไม่ลับ เพราะความลับไม่มีอยู่ในโลก
คนอื่นไม่รู้ แต่ก็ยังคงมี “เรา” ที่รู้ (อยู่แก่ใจ)
น่าแปลกใจว่า “ความรัก” ที่เราเหนื่อยล้า-ไม่อยากตามหา มันก็เข้ามาช่วงที่เรา “ปลง”
น่าแปลกใจว่า “ความรัก” ของเราทั้งคู่ มันมาได้อย่างไร
ในความคิด และ ความรู้สึกเรา
น่าแปลก ทำไมถึงมา "เจอะ" กันได้
แปลกใจ ว่าทำไม??
ช่วงเวลาการทำงานแต่ละวันที่ผ่านพ้นไป ไม่เคยเลยที่จะสนใจคนรอบข้าง
ช่วงเวลาทำงานก็ทุ่มเทเวลาให้กับงาน สนใจมากที่สุด
แต่มันเหมือนอะไรดลใจสักอย่าง ที่ทำให้เราต้อง "หันมาสบตากัน"
นานมากแล้ว จนแทบจำวัน และคืนไม่ได้
เป็นวันที่เราต้องทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์ ท่ามกลางเม็ดฝนที่ตกโปรยปราย ที่ สนามหลวง : ม็อบพีทีวี (สถานีโทรทัศน์พจมาณเทเลวิชั่น ฮา..) เป็นวันแรกที่ได้รู้จัก
จำได้ว่าวันแรกตอนที่เห็นหน้ากัน ก็พูดจา ทำท่าทางกวน teen “เค๊า” ซะแล้ว (แต่ปกติ เราก็กวนๆ กับทุกคนอยู่แล้วนะ แต่ทุกคนที่เรากวน ล้วนแต่เอ็นดู แกมมั่นไส้เราซะงั้นอ่ะ)
บรรยากาศ ฝนที่เพิ่งหยุดตก พื้นหญ้าเต็มไปด้วยโคลน ทุกคนที่ไปหยิบเก้าอี้คนละตัว สองตัวนั่ง เพราะเมื่อย แต่เรายืน
“เค๊า” ก็เข้ามาบอก “เก้าอี้นั่งได้นะ พร้อมยื่นเก้าอี้เลอะโคลนให้” ด้วยความปรารถนาดี
“ขอบคุณค่ะ แต่เคยนั่งแล้ว” เราตอบกลับ จากนั้นเราก็เดินหาข่าวไปเรื่อยเปื่อย โดยที่ไม่ได้สนใจอะไรอีก
พอทำงานเสร็จ เพิ่งรู้ว่า “เค๊า” รู้จักกับพี่ในทีมพีทีวี ที่เป็นอดีตพนักงานบ.เดียวกับเรามาก่อน เมื่อรู้ดังนั้น บวก กับทำงานเสร็จแล้ว ก็พูดคุยกัน 3 คน แต่เราเหลือบไปเห็นผ้าถักเป็นสร้อยข้อมือ “เค๊า” คิดในใจ “สวยดีอ่ะ อยากได้” ก็เลยพูดไป ว่า “สวยดีเนอะ ขอได้ป่ะ” เฮอๆๆๆ ทีแรกเค๊าก็ลังเล ว่าจะให้ดีรึเปล่า นั่งนิ่ง แต่สุดท้ายก็ให้ (ตอนนี้ก็เก็บไว้นะ แต่ไม่ได้เอามาใส่ เพราะคนที่เคยเป็นเจ้าของการันตีมาว่า “มันเหม็น”)
หลังจากวันนั้นอีกหลายอาทิตย์ต่อมา กิจกรรมของม็อบ เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง เดินขบวนครั้งใหญ่ จนถึงได้มีโอกาสเจออีกครั้ง แต่ก็ไม่ได้คุยกัน เพราะว่าต่างคนก็ต่างทำหน้าที่
จนกระทั้งกิจกรรมของม็อบ เริ่มเคลื่อนไหวบ่อยขึ้น ก็ได้เจอกัน คุยกันบ่อยขึ้น
บรรยากาศการชุมนุมนั้นตึงเครียดมากขึ้น มีแนวโน้มที่ว่าจะทำให้ถึงขั้นแตกหักให้ได้
กิจกรรมเคลื่อนไหวของม็อบก็มากขึ้น รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มีองค์กรภาคประชาชนที่อ้างความเป็นประชาธิปไตยในประเทศชาติ ที่ถูกปฏิวัติจากคณะบุคคลเสื้อเขียวมาเป็นข้ออ้างในการหลอมหลวม
จากม็อบพีทีวี ธรรมดา จึงกลายเป็นม็อบนปก. (แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ) ต้นสาย และปลายเหตุ จึงเป็นฉนวนที่ทำให้ “เรา” ได้เจออีก
เมื่อมาถึงปลายเหตุสุดท้ายของพลังประชาชนที่เหิมอยากต่อสู้กับระบอบที่เชื่อว่าเป็น “เผด็จการ” เหตุการณ์แตกหักก็ดำเนินมาถึง ม็อบ นปก. และเพื่อนพ้องจึงนัดเคลื่อนพลประท้วง โดยพุ่งเป้าไปที่ แกนนำหลักของการรัฐประหาร “บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” (รอบแรก) มีเหตุที่ต้องทำให้แลกเบอร์ เพื่อขอข้อมูลมาประกอบเป็นข่าวรายงาน นับตั้งแต่วันนั้นก็ติดต่อเรื่องงาน ติดต่อเรื่องสัพเพเหระกันมาตลอด
ซึ่งมันก็ทำให้เราได้รู้เรื่องราวของ “เค๊า” ว่านับแต่อดีต จนถึง วันนี้ คร่าวๆ เป็นเช่นไร
เท่าที่จดจำได้ ก็อดที่จะชื่นชม ในความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญ ที่อยากทำอะไร ก็ทำได้โดยที่ไม่ต้องแคร์สังคมรอบข้าง ทำอย่างที่อยากจะทำ ทำอย่างที่ใจรัก ทำอย่างที่จะทำ ไม่ทำก็ได้ใครจะมาว่าอะไร!!
ชื่นชม และ นับถือ
นอกจากเหนือจากนั้นแล้ว”เขา” ยังเป็นนักกีฬาบาสเกตบอล มันจึงกลายเป็นอีกเหตุที่ทำให้เราต้องพบ-เจอะกันบ่อยขึ้น โดยการนำข้ออ้าง “เล่นบาสฯ กัน” มาพูดอยู่ทุกที ทำให้สนิทกันมากขึ้น พูดคุยกันมากขึ้น รู้จักกันมากขึ้น
(** ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรเกินเลยไปจาก พี่ชาย หรือ เพื่อนร่วมงานกัน )
กาลเวลาผ่านก็ไป ได้คุยกันทุกวัน ได้เจอหน้ากัน อาทิตย์ 2-3 ครั้ง ความรู้สึกดีๆ ก็ทวีความรู้สึกเพิ่มมากขึ้น
ช่วงเวลาหนึ่ง วันศุกร์ ที่ 13 เดือนกรกฎาคม 2550 เราต้องไปทำข่าว ที่ จ.พิษณุโลก (เมาไม่ได้สติ เหอๆๆ) เป็นวันที่ถูกบอก “รัก” ผ่านสายโทรศัพท์ จาก “เค๊า” คนนั้น เราไม่ได้ปฏิเสธความรู้สึกดีๆ ที่มีให้มา ก็รับไว้ แต่ไม่ได้ตอบรับอะไร (เพราะตอนนั้น “เมา-เหล้าข้าวโพด”)
รุ่งสางอีกวันหนึ่ง “เค๊า” ก็โทสับมา แต่เราแกล้งอำเป็นว่า “จำอะไรไม่ค่อยได้” แต่เราเป็นคนอำใครไม่เก่ง จึงเผลอหลุดปากไปว่า จำได้นะ นิดนึงแหล่ะ
อีก 2-3 วันต่อมา ก็ได้เจอกันที่ “ม็อบสนามหลวง” อีก ก็พยายามทำตัวตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เจอหน้าก็คุยกันปกติเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าความรู้สึกปกติที่มี มันหาได้ปกติอย่างนั้นไม่
แต่ “ความลับ มันไม่มีในโลก” เราเชื่อ และเราได้เห็น “เค๊า” สารภาพว่า การบอกรักใครสักคน มันยากมาก และกลัวว่าหากบอกว่า “รัก-ชอบ” ออกไป กลัวว่าคนที่ได้ยินจะเปลี่ยนไป ไม่รัก ก็เกลียดกัน หรือ ว่าอาจจะถูกปฏิเสธ เพราะที่ก่อนหน้านั้นไม่ได้ขอเบอร์ หรือ ทำความรู้จักกันมากกว่านั้น เพราะเรา เข้ากับใครได้ไปทั่ว เห็นเดินกับพี่นักข่าวคนนั้น คนนี้ ก็เข้าใจว่าเป็น “แฟน” เดินกับพี่ทีมพีทีวี ก็นึกว่า “กิ๊ก” กัน แต่ลองสืบไป สืบมา ก็ทำให้รู้แล้วว่า “คงยังไม่มีใครเป็นแน่” จึงกล้าที่สานต่อความรู้สึกดีๆ ออกไป จนถึงวันนึง ที่ได้บอกมันออกไป และได้รับรู้ว่า เราไม่ได้รู้สึกดีเพียงฝ่ายเดียว มันเป็นความรู้สึกที่ดี ที่มีความสุข อย่างบอกไม่ถูก
ส่วนความรู้สึกของเรานั้น ในตอนแรก ก็อยากจะลองคบดู เพราะว่า นานมากแล้วที่เราไม่เคยเป็นคนที่ถูกเลือก หรือ ถูกรัก
วันเวลาผ่านไป ความที่เรายกย่อง นับถือ “เค๊า” มันจึงกลายเป็น “ความรู้สึกดีๆ ที่เรียกว่า รัก” วันเวลาที่เอื้ออำนวยให้ได้กินข้าวด้วยกัน เล่นบาสด้วยกัน ได้ดูหนังกัน ได้เดินจับมือกัน ช่างเป็นวันที่น่าประทับใจ....
ความตั้งใจในความรู้สึกตอนนี้... จะดูแล คน-คน นี้ให้ดีที่สุด กว่าที่เคยเป็นมา
/////////////////////